วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เชิญเที่ยว่งานสืบสานตำนานไตลื้อจังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 21-23 ก.พ. 58 ณ สนาม ร.ร.ริมป่าคาประชานุเคราะห์ อ.ท่าวังผา จ.น่าน







ชมรมไตลื้อจังหวัดน่าน เชิญเที่ยว่งานสืบสานตำนานไตลื้อจังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 21-23 ก.พ.58 นี้ ณ สนาม ร.ร.ริมป่าคาประชานุเคราะห์ อ.ท่าวังผา จ.น่าน สัมผัสกับประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าไตลื้อจาก 7จังหวัด ในประเทศไทย




หมายกำหนดการจัดงาน



ร่วมศึกษาประวัติศาสตร์การอพยพของชาวไตลื้อจากสิบสองปันนามาสู่เมืองไทยและเมืองน่าน โดยวิทยากรกิติมศักดิ์ เจ้าหม่อมตาลคำ คำลือ ณเชียงรุ้ง, เจ้าสมปราถนา ณน่าน, อ.สมเจตน์ วิมลเกษม และ อ.เผชิญ จิณสิทธิ์





ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับชาติพันธ์ ไทลื้อ ในจังหวัดน่าน




ชาวไตลื้อบ้านดอนมูลและวิหารไทลื้อโบราณวัดดอนมูล อ.ท่าวังผ  จ.น่าน
  




ขบวนแห่เจ้าหลวงเมิงล้า ในพิธีเข้ากรรมเมือง ของลูกหลานไตลื้อเชื้อสายเมิงล้า




ขบวนแห่เครื่องบวงสรวงเจ้าหลวงเมิงล้า

 ศิลปการฟ้อนรำแบบสาวไตลื้อ ฟ้อนไตลื้อต่ำฮูก ประกอบดนตรีพื้นเมืองของหนุ่มไตลื้อ




ชาวไตลื้อมีการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น




หนุ่มสาวชาวไตลื้อยุคปัจจุบันที่ยังคงสืบทอดวัฒนธรรม วิถีวิตแบบไตลื้ออย่างเหนียวแน่น




การสร้างเฮิน (บ้าน) จำลองไตลื้อ เพื่อจัดเป็นนิทรรศการแสดงวิถีชีวิตให้เยาวชนได้ศึกษา




แสดงกรรมวิธีการทอผ้าของชาวไตลื้อ




ชิมอาหารขันโตกแบบพื้นเมืองไตลื้อ






เครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี ชาวไทลื้อ ในปัจจุบัน












ซิ่นคาดก่าน ซิ่นลายน้ำไหล ซิ่นจกลายโบราณ (บน-ล่าง ตามลำดับ)





โคมไฟ และตุง ผลิตภัณฑ์ จากผ้าทอไทลื้อ





ภาพบน : 
พลโทจำนงค์ ราชบุตรเขย และคณะเจ้าหม่อมทายาทราชวงศ์เชียงรุ้ง ,เจ้าสมปราถนา ณน่านและคุณสถาพร สุริยา ทายาทเจ้าเมืองน่าน. จะมาร่วมงานสัมนาบอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไตลื้อในอดีด

ภาพล่าง:  
เจ้าหม่อมเข็มคำ,เจ้าหม่อมตาลคำ,เจ้าหม่อมจันทร์ฟองและเจ้าหม่อมสอยแพร ทายาทราชวงศ์เชียงรุ้งจากแคว้นสิบสองปันนา กับชุดเครื่องทรงที่งดงาม




อ.วิทูร อินยา [คนกลาง] ประธานชมรมไตลื้อจังหวัดน่า



ขอบพระคุณสำหรับการรับชม
แอดมินเพจ: หมู่บ้านโฮมสเตย์ ไทลื้อ บ้านดอนมูล
สองถามข้อมูลเพิ่มเติม : fb/Tailue.Donmoon.HomeStay
 















วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรมการท่องเที่ยว หมู่บ้านโฮมสเตย์ไทลื้อ บ้านดอนมูล 1คืน 2วัน





วันแรก
- เดินทางจากอำเภอเมืองน่าน
- ต้อนรับและแนะนำนักท่องเที่ยวที่บ้านไทลื้อ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
- พาชมทัศนียภาพรอบๆหมู่บ้าน   วัดดอนมูล   ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
   สินค้า OTOP แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา      
- ชมวิหารไทลื้อวัดดอนมูล(อายุ 200 ปี)        
- รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
- ร่วมกิจกรรมตามอัธยาศัย เช่น  เดินป่าปั่นจักยานชมทัศนียภาพ
   ร่วมกิจกรรมการเกษตร  การทอผ้า  การจักสาน
- เข้าที่พัก  เจ้าของบ้านที่พักพาเข้าร่วมงานขันโตก  บายศรีสู่ขวัญ
- รับประทานอาหารขันโตก อาหารไทลื้อ
- ชมการแสดงศิลปะการแสดงของเยาวชนไทลื้อ

วันที่สอง
- รับประทานอาหารแบบพื้นเมืองไทลื้อกับเจ้าของบ้าน
   หรือที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
- ร่วมทำบุญใส่บาตรที่วัดไทลื้อดอนมูล
   และทำพิธีสืบชะตาแบบล้นนา
- เดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยว เช่น ไร่กาแฟสวนยาหลวง
   ชมจิตกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อันเลื่องชื่อ โรงสีข้าวพระราชทาน
- เดินทางกลับ


จากทางหลวงหมายเลข 1080 ระยะทาง 45 กิโลเมตรจากตัวเมืองน่าน จากนั้นแยกเข้า ทางหลวงชนบทบ้านสบสาย - ดอนมูลใช้เวลาในการเดินทางเพียง 45 นาที คุณก็จะได้พบกับบรรยากาศหมู่บ้านชนบทผสมกลิ่นไอของชาวไทลื้อ หมู่บ้านดอนมูลเป็นชุมชนชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากเมืองล้า แคว้นสิบสองปันนา เมื่อประมาณ 200ปีมาแล้ว ปัจจุบันตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำน่าน   มีจำนวนระชากรประมาณ 800 คน รวม166 ครัวเรือน  ชาวไทลื้อนับถือศาสนาพุทธ และยึดถือวัฒนธรรมชาวไทลื้อมาช้านาน เป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย มีชีวิตที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก ในยามว่างสตรีจะทอผ้าพื้นเมือง “ลายไทลื้อ“ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และสานขันโตกหวายเพื่อเป็นอาชีพเสริม นอกจากนั้นแล้ว ชาวไทลื้อบ้านดอนมูลยังมีศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่หลากหลาย เช่น วิหารศิลปะไทลื้อ การทอผ้า การแต่งกาย อาหาร ภาษา ประเพณีก๋ำเมือง (เลี้ยงเทวดาเมืองล้าและเทวดาบริวาร) ซึ่งจะจัดทำ 3 ปีต่อครั้ง นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทลื้ออีกด้วย จึงทำให้มีผู้คนสนใจและต้องการได้มาสัมผัส เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตธรรมชาติแบบไทลื้อมากมาย สืบเนื่องจากวัฒนธรรมที่โดดเด่นของบ้านดอนมูล ทำให้เกิดบ้านพักแบบโอมสเตย์ ในปี พ.ศ. 2543 และได้รับการประเมินให้เป็น “มาตรฐานโอมสเตย์ไทย“ จากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาในปี พ.ศ.2548 และในปี พ.ศ.255 ได้รับพิจารณาให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ”