วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรมการท่องเที่ยว หมู่บ้านโฮมสเตย์ไทลื้อ บ้านดอนมูล 1คืน 2วัน





วันแรก
- เดินทางจากอำเภอเมืองน่าน
- ต้อนรับและแนะนำนักท่องเที่ยวที่บ้านไทลื้อ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
- พาชมทัศนียภาพรอบๆหมู่บ้าน   วัดดอนมูล   ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
   สินค้า OTOP แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา      
- ชมวิหารไทลื้อวัดดอนมูล(อายุ 200 ปี)        
- รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
- ร่วมกิจกรรมตามอัธยาศัย เช่น  เดินป่าปั่นจักยานชมทัศนียภาพ
   ร่วมกิจกรรมการเกษตร  การทอผ้า  การจักสาน
- เข้าที่พัก  เจ้าของบ้านที่พักพาเข้าร่วมงานขันโตก  บายศรีสู่ขวัญ
- รับประทานอาหารขันโตก อาหารไทลื้อ
- ชมการแสดงศิลปะการแสดงของเยาวชนไทลื้อ

วันที่สอง
- รับประทานอาหารแบบพื้นเมืองไทลื้อกับเจ้าของบ้าน
   หรือที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
- ร่วมทำบุญใส่บาตรที่วัดไทลื้อดอนมูล
   และทำพิธีสืบชะตาแบบล้นนา
- เดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยว เช่น ไร่กาแฟสวนยาหลวง
   ชมจิตกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อันเลื่องชื่อ โรงสีข้าวพระราชทาน
- เดินทางกลับ


จากทางหลวงหมายเลข 1080 ระยะทาง 45 กิโลเมตรจากตัวเมืองน่าน จากนั้นแยกเข้า ทางหลวงชนบทบ้านสบสาย - ดอนมูลใช้เวลาในการเดินทางเพียง 45 นาที คุณก็จะได้พบกับบรรยากาศหมู่บ้านชนบทผสมกลิ่นไอของชาวไทลื้อ หมู่บ้านดอนมูลเป็นชุมชนชาวไทลื้อ ที่อพยพมาจากเมืองล้า แคว้นสิบสองปันนา เมื่อประมาณ 200ปีมาแล้ว ปัจจุบันตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำน่าน   มีจำนวนระชากรประมาณ 800 คน รวม166 ครัวเรือน  ชาวไทลื้อนับถือศาสนาพุทธ และยึดถือวัฒนธรรมชาวไทลื้อมาช้านาน เป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย มีชีวิตที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก ในยามว่างสตรีจะทอผ้าพื้นเมือง “ลายไทลื้อ“ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และสานขันโตกหวายเพื่อเป็นอาชีพเสริม นอกจากนั้นแล้ว ชาวไทลื้อบ้านดอนมูลยังมีศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่หลากหลาย เช่น วิหารศิลปะไทลื้อ การทอผ้า การแต่งกาย อาหาร ภาษา ประเพณีก๋ำเมือง (เลี้ยงเทวดาเมืองล้าและเทวดาบริวาร) ซึ่งจะจัดทำ 3 ปีต่อครั้ง นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทลื้ออีกด้วย จึงทำให้มีผู้คนสนใจและต้องการได้มาสัมผัส เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตธรรมชาติแบบไทลื้อมากมาย สืบเนื่องจากวัฒนธรรมที่โดดเด่นของบ้านดอนมูล ทำให้เกิดบ้านพักแบบโอมสเตย์ ในปี พ.ศ. 2543 และได้รับการประเมินให้เป็น “มาตรฐานโอมสเตย์ไทย“ จากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาในปี พ.ศ.2548 และในปี พ.ศ.255 ได้รับพิจารณาให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ”